ข้อความเติบโตระบิว่องไวที่ขั้ว สมัคร เน็ต ais 89 กับ

งานชดใช้ สมัคร เน็ต ais 89 ข่าวคราวเลขลำดับโทรตอกกลับกลับมาอีกต่างหากลุ้นมอบคุณรอบรู้ค้นเหย้าของใช้คนคิดเลขลำดับโทรตรงนั้น ข่าวคราวดังกล่าวรอบรู้นำมาชดใช้เหตุด้วยจุดหมายพร้อมด้วยเหตุณนาเนก หลากหลายคนโดยมากชดใช้ข่าวคราวโทรแขนฉวย สมัคร เน็ต ais 89  ประเภทตอกกลับกลับมาเหตุด้วยเคลื่อนอีกต่างหากพวกข้างล่างของใช้โทรณมิรู้จักมักจี่ณบ้านพักอาศัยหรือไม่ก็ที่ทำงานหรือไม่ก็พิจารณายมลแลกเปลี่ยนหรือไม่ก็ลูกหลานของใช้แท่ง ยิ่งไปกว่านี้อีกต่างหากรอบรู้ชดใช้เหตุด้วยคุ้ยหาแหล่งที่อยู่ของใช้คนณโทรแขนฉวยณขาดลุ่ยคลายเคลื่อนได้ฉบับโดยพลันเพื่อให้รอบรู้ส่งกลับคืนมอบคนคิดได้ฉบับมั่นคงเพราะมิจำเป็นจะต้องลำบากลำบนใด ๆ งานเรียบเรียงข่าวคราวประกอบได้หญ้าปากคอกแค่เพียงชดใช้เครื่องคุ้ยหา สมัคร เน็ต ais 89  เหตุด้วยประกอบงานคุ้ยหามรรคาอินเทอร์เน็ตพร้อมด้วยรอบรู้ประกอบได้ฉบับโดยพลัน
 

เคล็ด..ในการคัดควักกระเป๋าที่นอนให้เหมาะเจาะพร้อมด้วยตนเอง

เตียงดีไม่มีหัก แต่ก่อนที่คุณจะออกไปเลือกซื้อที่นอน น่าจะเตรียมหาคำเฉลยกับคำถามกลุ่มนี้ไว้เก่า

จะทำให้การเลือกสรรที่นอนง่ายขึ้น ไม่เสียเวลาแต่เช่นใด   วิเคราะห์ความตั้งใจและภาวะร่างกายของตนเอง

เพราะเหตุไรถึงต้องสำรวจตัวเองก็เพราะหลาย ๆ ท่านมักจะมีอุปสรรคกับภาวะร่างกาย เช่น ปวดหลัง ปวดเอว

จึงจำเป็นต้องหาที่นอนที่สามารถค่อยยังชั่วอาการเหล่านี้ได้หรืออย่างน้อยจะต้องไม่ทับถมให้ท่าทางหนักขึ้นไปอีก  ด้วยกันใครที่ชอบนอนที่นอนแข็งๆ ก็ต้องหาข่าวว่าที่นอนแข็งๆ มันทำมาจากอะไรมีผลดีผลเสียเช่นใดต่อร่างกายหาข่าวด้วยที่นอนอย่างต่าง ๆอันนี้ถือว่าจำเป็นมากๆ เพราะจะทำให้คุณมีข้อมูลรู้จริง ไม่ต้องคล้อยตามพนักงานขายแต่อย่างเดียว ด้วยสายและประเภทของที่นอน ขอสังเขปเป็นหมวดเหตุฉะนี้ หมู่แข็ง    ได้แก่ ที่นอนที่ทำจากต้นยางพารา มีความนิ่มและผ่อนดี ความหนักเบามากคงสภาพดี อายุการใช้งานไม่ค่อยนานนัก

สรรพคุณเด่นคือ เก็บความชุ่มชื้นและฝุ่น ระบายโพยมันได้น้อยและยังดูดความชุ่มชื้นได้ดี  เพราะฉะนั้นใครที่ชอบที่นอนยางพาราก็ขอให้นึกตรองให้ดีก่อนอีกชนิดหนึ่ง ได้แก่ ที่นอนใยมะพร้าว ซึ่งมีรูปร่างค่อนข้างแข็ง ไม่  นุ่มเท่าต้นยางพารา น้ำหนักมากคงสภาพการณ์ดี

ไม่สะสมความชุ่มชื้น ระบายโพยมานได้ดี เพราะด้านในโปร่งต่างจากที่นอนยางพารา  แต่ถ้าชอบที่นอนแข็งขอแนะนำที่นอนใยมะพร้าวจะดีกว่า

 

แผนธุรกิจที่ดีควรมีองค์ประกอบอะไรบ้าง

news_94

 

แผนธุรกิจ หรือ Business Plan นั้นเป็นเสมือนกรอบแนวทางที่ทำให้การดำเนินการธุรกิจเป็นไปตามแผนงานที่วางเอาไว้ ทำให้ผู้ประกอบการทั่วไปจนถึงผู้ประกอบการรายใหม่มีความคิดและเป้าหมายที่ชัดเจนขึ้น ในขณะเดียวกันสำหรับผู้ประกอบการที่กำลังคิดจะขยายกิจการ แผนธุรกิจก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ใช้ประกอบการตัดสินใจของผู้ร่วมทุน หรือสถาบันการเงินที่คุณต้องกู้ยืมเงินอีกด้วย

การเริ่มธุรกิจนั้นจะต้องประกอบไปด้วยทักษะ 4 ส่วนหลักๆ คือ

1. ความพร้อมในเรื่องคุณสมบัติของการเป็นผู้ประกอบการ

2. ความรู้ในเรื่องของสินค้าและบริการที่จะทำ

3. ความรู้ในเรื่องการบริหารคน เงิน และองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ

4. ความรู้ในเรื่องการวางแผน

แผนธุรกิจก็คือ Roadmap ที่ต่อ Jigsaw สิ่งต่างๆ เหล่านี้อย่างเป็นระบบ โดยจัดทำเป็นเอกสาร และใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารกลยุทธ์กับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจนั้น

แผนธุรกิจที่ดีจะต้องมองรอบด้านทั้งปัจจัยภายนอก (โอกาส และอุปสรรค) สภาวะการแข่งขัน (คู่แข่ง ลูกค้า Supplier) และมองที่ปัจจัยภายใน ซึ่งผลจากการมองจะช่วยกำหนดทิศทางที่ชัดเจนให้กับธุรกิจนั้นๆ แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องราวในอนาคตเป็นสิ่งที่ไม่มีใครรู้ได้ ดังนั้นแผนธุรกิจจะต้อง มีการ Update ทุกๆ 3-6 เดือน เมื่อผู้ประกอบการได้ข้อมูลใหม่ๆ ที่ทันต่อเหตุการณ์ ไม่ใช่วางแผนธุรกิจ เพียงครั้งเดียวแล้วใช้ไปตลอด มีการรวบรวมสถิติของสาเหตุความล้มเหลวของธุรกิจ มากกว่า 90% มีสาเหตุมาจากขาดการวางแผนธุรกิจที่ดี คือ มักจะใช้ประสบการณ์ หรือ เชื่อในประสบการณ์อย่างเดียว และละเลยการวางแผนธุรกิจเมื่อสภาวะแวดล้อมภายนอกเปลี่ยนก็มักจะปรับตัวไม่ทัน ดังนั้นถ้าใช้ประสบการณ์และการวางแผนธุรกิจที่ดีก็จะช่วยลดความเสี่ยงในธุรกิจลงได้มาก

ทำไมต้องพิถีพิถันกับการเขียนแผนธุรกิจ

4

ผู้ที่ริเริ่มจะก่อตั้งธุรกิจใหม่ จำเป็นต้องให้เวลากับการเขียนแผนธุรกิจ เพื่อให้ได้แผนที่ดี ทั้งนี้เพราะ

  1. แผนที่ดีเป็นตัวชี้ว่าผู้เขียนมีความสามารถ ไม่ใช่เพียงแค่ความคิดความฝันเท่านั้น แผนที่ดีจะทำให้ผู้ร่วมลงทุนหรือผู้ให้กู้แน่ใจว่า ผู้ประกอบการใหม่สามารถทำให้ความคิดและความฝันกลายเป็นความจริงได้หรือไม่
  2. แผนที่ดีชี้ให้เห็นว่าผู้เขียนเป็นมืออาชีพ ความสมบูรณ์ครบถ้วนของแผนจะเป็นตัวสะท้อนให้เห็นว่า ผู้ประกอบการมีความสามารถและความใส่ใจเพียงใด เพราะถ้าแผนขอกู้ยังไม่มีคุณภาพ ย่อมคาดหวังไม่ได้กับคุณภาพการประกอบการในอนาคต
  3. แผนที่ดีชี้ให้เห็นว่าผู้ประกอบการมีการเตรียมตัวอย่างดี แผนจะบอกถึงระดับความเตรียมพร้อมในธุรกิจที่จะลงทุน ชี้ให้เห็นว่าผู้ประกอบการมีความรู้เท่าทันในธุรกิจนั้นๆ ขนาดไหน ยิ่งถ้ามีระดับการเตรียมพร้อมและทางหนีทีไล่มากเท่าไร ยิ่งทำให้ผู้ร่วมลงทุนหรือผู้ให้กู้รู้สึกเสี่ยงน้อยลงเท่านั้น
  4. แผนที่ดีเผยให้เห็นว่าผู้ประกอบการมีวิสัยทัศน์ คือเป็นผู้เล็งการณ์ไกล และมีวิธีจะจัดการกับสิ่งท้าทายในอนาคต แผนธุรกิจเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการ SMEs จะต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก ซึ่งแผนดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานในอนาคตของผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานในองค์กร รวมทั้งเป็นประโยชน์แก่สถาบันการเงินและนักลงทุนภายนอกที่จะเป็นแหล่งเงินทุนให้แก่กิจการในอนาคตได้ โดยปกติแผนธุรกิจจะบอกให้เราทราบว่าปัจจุบันเราเดินอยู่ ตรงไหน อนาคตจะไปอยู่ที่ใด ด้วยวิธีการอย่างไร

เทคนิคการทำธุรกิจเครือค่ายในยุคปัจจุบัน

การทำธุรกิจเครือข่ายในยุคปัจจุบัน ที่คุณสามารถสร้างอิสภาพทางการเงินได้ให้ประสบความสำเร็จ มีเคล็ดลับสำคัญอยู่ 7 ประการก็คือ

original_internet

1.ตัวคุณเอง คุณในฐานะเจ้าของธุรกิจ เพราะถ้าคุณรู้ว่าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ คุณเป็นคนสร้างธุรกิจด้วยตัวคุณเอง ไม่ฝากธุรกิจไว้กับใคร คุณจะทำทุกอย่างเหมือนที่เจ้าของบริษัททำ คุณจะตั้งใจเรียนรู้ ลงมือทำ หาวิธีการต่างๆเพื่อให้คุณและทีมงานประสบความสำเร็จ คุณจะไม่กลัวความยากลำบาก ทนต่อคำปฏิเสธ เรียนรู้จากความล้มเหลว มีทัศนคติของผู้ชนะ (Winning Attitude) และพร้อมที่จะลุกขึ้นมาใหม่ได้เสมอๆ

2.ความเป็นผู้นำ ธุรกิจเครือข่ายเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก ไม่ว่าคุณจะสร้างธุรกิจแบบออนไลน์หรือออฟไลน์ก็ตาม หากคุณเป็นผู้นำตัวจริง ผู้คนจะตามคุณ หากไม่ใช่ ผู้คนก็จะถอยห่าง การเป็นแบบอย่าง การสร้างสายสัมพันธ์เป็นสิ่งจำเป็นต่อการสร้างทีมอย่างยิ่ง ทั้งนี้ความเป็นผู้นำที่สำคัญในธุรกิจเครือข่ายไม่ใช่การสั่งงานตามสายการบังคับบัญชา แต่หมายถึงการให้ การเป็นแบบอย่าง การสอนงาน ให้ความรู้ และความอยากให้ผู้อื่นประสบความสำเร็จด้วยความจริงใจ เพราะเมื่อใดก็ตามที่เกิดความแคลงใจว่าคุณกำลังต้องการผลประโยชน์จากเขาเพียงฝ่ายเดียว ความเป็นผู้นำของคุณก็จะสูญสิ้นไป

3.ทีมที่คุณเข้าร่วม อย่าลืมว่าเมื่อคุณเริ่มต้นธุรกิจเครือข่ายนั้น คุณยังทำอะไรไม่เป็น บริษัทธุรกิจเครือข่ายส่วนใหญ่จะไม่สอนวิธีการดำเนินธุรกิจให้คุณ แต่ทีมที่พาคุณเข้าธุรกิจจะเป็นผู้ที่คอยสอนงาน และแนะนำวิธีการทำงานให้คุณ หากคุณร่วมกับทีมที่มีความซื่อสัตย์ พยายามสร้างความสำเร็จให้คนในทีม มีแนวคิดการทำงานแบบคนฝั่งขวา ก็คือการสร้างระบบ ให้เกิดการเลียบแบบทำซ้ำได้จริง มีระบบการเรียนการสอนเสมือนโรงเรียนสอนธุรกิจ ก็จะทำให้คุณและคนของคุณทำงานเริ่มต้นได้อย่างถูกต้อง ไม่หลงทาง

4.อย่าคิดเติบโตทางลัด คิดเสมอว่าคุณกำลังสร้าง Passive Income นั่นก็คือการสร้างกระแสเงินสดในระยะยาว ในธุรกิจเครือข่ายนั้น สิ่งที่คุณกำลังลงทุนสร้างก็คือผู้คนที่คุณสร้างคุณค่าให้ และพัฒนาทักษะของเขาให้เป็นผู้นำ และมีระบบเทรนนิ่งให้พวกเขาสามารถสร้างผู้นำรุ่นต่อๆไปได้ ซึ่งต้องใช้เวลา หาใช่ยอดธุรกิจหรือยอดขายสินค้าที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวหากไม่มีผู้นำ นักธุรกิจเครือข่ายหลายคนหลงในกระแสอยากสำเร็จเร็ว ขึ้นตำแหน่งเร็วจากแรงโมติเวทสร้างยอดธุรกิจ สุดท้ายก็ต้องสต็อกสินค้าเต็มบ้าน หรือซ้ำร้ายก็ยุให้ดาวน์ไลน์ซื้อของเยอะๆ เสียความสัมพันธ์ ทำให้กระแสเงินสดติดลบ เป็นหนี้ ขาดทุนเจ็บปวดจากธุรกิจ และรังเกียจธุรกิจเครือข่ายไป

5.รักการเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง ความรู้เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อธุรกิจทุกประเภท ไม่มีเจ้าของธุรกิจคนไหนที่ไม่มีความรู้ในสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ เจ้าของธุรกิจที่มีความรู้และการฝึกฝนมากกว่า ก็ย่อมมีความชำนาญ และมีความสามารถในการปรับใช้ความรู้นั้นกับธุรกิจของตน การเรียนรู้ การรักการอ่าน ช่วยเรื่องของแนวคิด การทีมีแนวคิดที่ถูกต้อง คุณย่อมสามารถถ่ายทอดแนวคิดปลูกฝังลงในองค์กรเครือข่ายของคุณได้ ดังนั่น การเรียนการพัฒนาตัวเองจะช่วยให้คุณและธุรกิจของคุณไม่อยู่นิ่ง มีความก้าวหน้าเสมอๆ

6.เทคโนโลยี ธุรกิจเครือข่ายเป็นธุรกิจที่เกิดขึ้นมานาน ในโลกนี้มีการพัฒนาด้านการตลาดใหม่ๆมากมาย แต่ในโลกธุรกิจเครือข่าย กลับมีการพัฒนาช้ามาก การทำธุรกิจเครือข่ายมักได้รับการสอนจากอัพไลน์รุ่นก่อนๆต่อเนื่องกันมา การทำธุรกิจยังเป็นแบบ Old School เช่นเดิม นักธุรกิจเครือข่ายกว่า 99 % ไม่มีความรู้เรื่องการตลาด จริงๆแล้วนักธุรกิจเครือข่ายชั้นนำในโลกนี้รุ่นใหม่ๆ ใช้วิธีการที่เรียกว่า New School ที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ต่างใช้การตลาดที่เรียกว่า Attraction Marketing หรือการตลาดดึงดูด โดยการใช้เทคโนโลยีออนไลน์เป็นเครื่องมือในการทำตลาด เพียงแต่คุณต้องกล้าเรียนรู้ กล้าเปลี่ยนแปลงกับสิ่งใหม่ๆเท่านั้น

7.หากคุณสามารถสร้างรายได้จากธุรกิจเครือข่ายแล้ว อย่าลืมว่า การสร้างกระแสเงินสดที่เป็น Passive Income นั้นไม่ได้มีเพียงธุรกิจเครือข่ายเพียงอย่างเดียว คุณควรศึกษาหาความรู้การสร้าง Passive Income แบบอื่นๆด้วย มีนักธุรกิจเครือข่ายที่ประสบความสำเร็จในโลกนี้หลายท่าน สามารถนำกระแสเงินสดที่เกิดจากธุรกิจเครือข่าย ไปต่อยอดสร้างกระแสเงินสดจากการลงทุนอื่นๆ หรือผันตัวเองจาก B (Business Owner) ไปเป็น I (Investor) ได้ ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ หุ้น พันธบัตร และสามารถจัด Portfolio ให้เหมาะสมกับความเสี่ยงในช่วงเวลาที่เหมาะสมได้

แต่เมื่อใดก็ตามที่คุณสามารถสร้าง Passive Income จากธุรกิจเครือข่ายได้จำนวนมากพอ ที่สร้างกระแสเงินสดให้คุณไม่มีวันหมดสิ้น เมื่อนั้น คุณก็สามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากขึ้นได้ (High Risk, High Return) ซึ่งต่างกับการลงทุนด้วยเงินเก็บของคุณที่คุณเก็บหอมรอมริบไว้จาการทำงาน ซึ่งหากพลาดไปก็เป็นการยากที่คุณจะสามารถรับความเสี่ยงได้

บางสิ่งที่แผนการตลาดที่ดีจะต้องมีในการทำธุรกิจ

ในการดำเนินธุรกิจไม่ว่าจะเป็นธุรกิจมีหลักการ ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ และทิศทางการดำเนินงานให้บรรลุตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ตั้งไว้ มุ่งเน้นให้ผู้ที่สนใจจะเป็นผู้ประกอบการและผู้ที่สนใจจะทำธุรกิจค้าปลีก หรืออุตสาหกรรมในครอบครัว ได้มีโอกาสศึกษาทำความเข้าใจลักษณะของแผนธุรกิจและ การเตรียมตัวก่อนทำธุรกิจ และเป็นแนวทางในการจัดทำแผนธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นเพื่อให้ผู้ที่สนใจมีความรู้ความเข้าใจลักษณะของแผนธุรกิจที่ดีจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจค้าปลีกหรือผู้ประกอบการ SMEs จะต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก ซึ่งแผนดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานในอนาคตของผู้บริหารรวมทั้งเป็นประโยชน์แก่สถาบันการเงินและนักลงทุนภายนอก ที่จะเป็นแหล่งเงินทุน ให้แก่กิจการในอนาคตได้ โดยปกติแผนธุรกิจ จะบอกให้เราทราบว่าปัจจุบันเราเดินอยู่ ตรงไหน อนาคตจะไปอยู่ที่ใด ด้วยวิธีการอย่างไรโดยทั่วไป

1.ผลการวิเคราะห์สถานการณ์การแข่งขันของตลาดเป้าหมาย
เมื่อสรุปและและรวบรวมข้อมูลได้แล้วสิ่งต่อไปที่ผู้ประกอบการจะต้องแสดงในแผนการตลาดอีกเรื่องคือสภาวะการแข่งขันในตลาด ทั้งนี้เหตุผลที่ต้องวิเคราะห์เพราะผู้ประกอบการยังไม่สามารถวางตำแหน่ง ของผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับราคา ช่องทางการจัดจำหน่ายที่เหมาะสมกับธุรกิจค้าปลีกขนาดย่อมที่เราจะดำเนินการ เพื่อความละเอียดในการวิเคราะห์ให้ได้ผลที่น่าเชื่อถือ ถูกต้องแม่นยำมากที่สุดจะต้องแยกออกส่วนเป็น 4 ส่วนย่อยดังนี้

ก.ตลาดมวลชน (Mass Market) ถือว่าเป็นตลาดที่มีผู้ซื้อจำนวนมากที่สุด ส่วนมากแล้วสินค้าจะเป็นสินค้าที่ต้องผลิตจำนวนมาก เพราะตลาดมวลชนเป็นตลาดที่มีลูกค้ากลุ่มเป้าหมายขนาดใหญ่ การผลิตจำนวนมากนี้เองจะเป็นผลก่อให้เกิดความประหยัดอันเนื่องมาจากขนาดผู้ประกอบการค้าปลีกขนาดย่อมสามารถต่อรองราคากับผู้ส่งมอบสินค้า ( Supplier/ Vendor)ได้ ทำให้ต้นทุนขายสินค้าลดลง และผู้ประกอบการยังสามารถลดราคาสินค้าได้ต่ำกว่าคู่แข่งขันอีกด้วย ถ้าหากเลือกลูกค้าเป้าหมายในตลาดนี้ การเลือกที่จะวางตำแหน่งของผลิตภัณฑ์ควรที่จะขายในราคาย่อมเยาหีบห่อ การบรรจุภัณฑ์ควรเรียบง่ายไม่จำเป็นต้องพิถีพิถันมาก สามารถวางขายในร้านค้าทั้งนี้มีเงื่อนไขว่าสินค้าจะต้องมีต้นทุนต่ำ สามารถทำการจัดซื้อได้โดยง่าย และในปริมาณที่มากเพียงพอกับความต้องการของตลาด เช่น น้ำพริกบรรจุกระป๋อง เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เป็นต้น
ข. ตลาดท้องถิ่น (Local Market)เป็นตลาดที่มีผู้ซื้อในท้องถิ่น สินค้าจะเป็นสินค้าเหมาะกับท้องถิ่นบางแห่งเท่านั้น เพราะตลาดท้องถิ่นเป็นตลาดที่มีลูกค้ากลุ่มเป้าหมายขนาดเล็ก การผลิตจำนวนน้อย เพราะสินค้าเป็นสินค้าที่มีความเฉพาะตัวที่เหมาะสมกับลูกค้าในท้องถิ่นนั้น ๆ เท่านั้น เช่นสินค้าที่ทำจากเนื้อสุกรอาจเหมาะสมกับท้องถิ่นที่มีชาวจีนอาศัยอยู่ แต่ไม่เหมาะสำหรับชุมชนชาวอิสลาม เป็นต้นทำการจัดซื้อได้โดยง่าย และในปริมาณที่มากเพียงพอกับความต้องการของตลาด เช่น น้ำพริกบรรจุกระป๋อง เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เป็นต้น
ค.ตลาดเฉพาะกลุ่ม (Nich Market) หมายถึง ตลาดที่มีผู้ต้องการในสินค้าและบริการเพียงกลุ่ม ๆ หนึ่ง ขนาดตลาดไม่ใหญ่พอแต่ผู้ซื้อในตลาดนี้มีอำนาจซื้อมากเกินพอ และพร้อมที่จะจ่ายในราคาแพง สินค้าเช่น รถเบ็นซ์ นาฬิกาโลเหล็ก เป็นต้น

2. ผลการวิจัยตลาดเบื้องต้น
คือผลที่ได้จากการสำรวจตลาด จากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายว่ามีต้องการในสินค้าและบริการแบบใด ตลอดจนพฤติกรรม ทัศนคติ ค่านิยม ความเชื่อ ของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายทำให้ผู้ประกอบการสามารถตอบสนองได้อย่างถูกต้อง

แนวทางการสื่อสารการตลาดในการสร้างภาพลักษณ์เพื่อส่งเสริมการตลาด

การสื่อสารการตลาด เป็นการสื่อความหมายของกิจกรรมทางการตลาดเพื่อสร้างการรับรู้ สร้างความเข้าใจ และสร้างการยอมรับระหว่างธุรกิจกับผู้บริโภค เพื่อช่วยกระตุ้นการขายและสร้างความจงรักภักดีของลูกค้า ในปัจจุบันการสื่อสารการตลาดได้รับการพัฒนาให้เป็นกลยุทธ์อันทรงประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเน้นเป้าหมายและกลวิธีสื่อสารที่มีความเข้มข้นและสอดประสานกัน ซึ่งการสื่อสารการตลาดแบบผสมผสานสามารถช่วยสร้างอัตลักษณ์ที่แข็งแกร่งของตรายี่ห้อ สำหรับแนวคิดในการนำกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดมาใช้เพื่อสร้างภาพลักษณ์เพื่อส่งเสริมการตลาดนี้ เป็นการประยุกต์เอาแนวทางการดำเนินงานของการตลาดสมัยใหม่มาเป็นกรอบเพื่อให้สามารถพัฒนาตนเองในภาวะการแข่งขันของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น การบรรลุเป้าหมายของภาพลักษณ์เพื่อส่งเสริมการตลาดจึงสามารถดำเนินการได้โดยอาศัยเครื่องมื่อการสื่อสารการตลาดดังนี้
– การสร้างภาพลักษณ์เพื่อส่งเสริมการตลาดโดยอาศัยการโฆษณา เนื่องจากโฆษณาเป็นเครื่องมือหลักในการสื่อสารภาพลักษณ์ของสินค้า การสร้างภาพลักษณ์ตรายี่ห้อของสินค้าหรือบริการผ่านทางโฆษณาทั้งหมดนี้ต้องบ่งบอกถึงบุคลิกของสินค้าและตำแหน่งครองใจของสินค้านั้น ๆ อย่างเด่นชัด
– การสร้างภาพลักษณ์เพื่อส่งเสริมการตลาดโดยอาศัยการประชาสัมพันธ์ จะสามารถช่วยสร้างภาพลักษณ์ตรายี่ห้อและภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์โดยรวมของบริษัทได้ด้วยวิธีการเสนอข้อเท็จจริงเชิงบวกอย่างนุ่มนวลและไม่โอ้อวด จึงกลายเป็นจุดแข็งที่เสริมสร้างความเชื่อถือไว้วางใจแก่ผู้บริโภคในระยะยาว
– การสร้างภาพลักษณ์เพื่อส่งเสริมการตลาดโดยอาศัยการสื่อสารผ่านบุคคล หรือ ตัวแทนจำหน่าย ซึ่งทำหน้าที่โดยตรงในการถ่ายทอดข้อมูลและให้บริการที่ดีแก่ลูกค้า ล้วนมีส่วนช่วยสนับสนุนภาพลักษณ์ของธุรกิจ
– การสร้างภาพลักษณ์เพื่อส่งเสริมการตลาดโดยอาศัยการส่งเสริมการขาย จะต้องมีความสอดคล้องกับพฤติกรรมของกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นเป้าหมาย เพื่อช่วยสร้างเสริมภาพลักษณ์ที่ดีและถูกต้องของสินค้า
– การสร้างภาพลักษณ์เพื่อส่งเสริมการตลาดโดยอาศัยการสื่อสารผ่านอัตลักษณ์ของธุรกิจ โดยการกำหนดรูปแบบหรือการออกแบบที่สามารถถ่ายทอดผ่านองค์ประกอบหลัก ๆ ของธุรกิจได้โดยตรง ถ่ายทอดผ่านอัตลักษณ์ของสินค้า
ดังนั้น หากธุรกิจสามารถผสมผสานการใช้เครื่องมือสื่อสารการตลาดหลาย ๆ ชนิดเข้าด้วยกัน ก็จะสามารถผลักดันให้เกิดเป็นภาพลักษณ์ที่เข้มแข็ง แล้วยังจะช่วยสนับสนุนการตลาดของธุรกิจได้อย่างดีอีกด้วย

แผนธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการมือใหม่

การจะเขียนแผนธุรกิจได้นั้นเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์การทำธุรกิจมาก่อน เนื่องจากไม่มีความรู้ว่าควรจะเริ่มต้นยังไง ดังนั้นในบทความนี้จึงขอกล่าวถึงการเริ่มต้นทำแผนธุรกิจ สำหรับผู้ประกอบการเพื่อใช้เป็นแนวทางการเริ่มต้น

1.สมมุติตัวเองเป็นลูกค้า ลองสั่งซื้อ หรือลองใช้บริการติดต่อสื่อสารในทุก ๆ ช่องทาง เพื่อดูว่าเมื่อทดลองใช้แล้ว เราได้ประสบการณ์การช็อปปิ้งที่น่าพึงพอใจหรือไม่ เพื่อหาความเชื่อมโยงระหว่างช่องทางที่เลือกใช้กับสินค้าของคุณ

2.เก็บข้อมูลและประเมินผล ทำให้เรา พิจารณาได้ว่าลูกค้ามีพฤติกรรมการซื้อของผ่านหน้าร้านและร้านค้าออนไลน์อย่างไร เพื่อเราจะได้ปรับใช้การตลาดและช่องทางที่เหมาะสม

3.การแบ่งกลุ่มลูกค้า การที่เรารู้ว่าลูกค้าของเราเป็นใคร เพศอะไร ทำอะไร อายุเท่าไหร่ อยู่ที่ไหน ตำแหน่งงานอะไร มีปัญหาอะไร มีความต้องการอะไร มีเหตุจูงใจอะไร ทำไมถึงจะซื้อของของเรา มีงบประมาณเท่าไหร่ แล้วใครหรืออะไรที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อ เพื่อการตอบสนองลูกค้าได้ตรงจุด

4.การสื่อสารระหว่างคุณและลูกค้าผ่านข้อความ หรือช่องทางอื่น ๆ ก็ได้ เนื้อหาอาจเป็นการแนะนำสินค้า โปรโมชั่นใหม่ โดยพิจารณาจากพฤติกรรมการซื้อของลูกค้าคนนั้น ๆ เป็นรายบุคคล เพื่อแสดงถึงความใส่ใจลูกค้า

5.ไม่ควรเน้นเรื่องการตลาดหรือการขายเพียงอย่างเดียว เราควรมองเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือทีมงานให้มีคุณภาพ เพื่อพร้อมตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด

6.มีการเข้าถึงสินค้าด้วยช่องทางที่หลากหลาย90 % ของลูกค้า จะเริ่มต้นการทำงานบนเครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งและสิ้นสุดการทำงานลงไปอีกเครื่องหนึ่งเช่น ลูกค้าอาจจะรับรู้ข้อมูลผ่านทางโทรทัศน์ ดูสินค้าผ่านทางสมาร์ทโฟน ไปดูสินค้าจริงที่หน้าร้านและตัดสินใจซื้อผ่านแท็บเล็ตก็เป็นได้ ดังนั้นจึงควรมีหลากหลายช่องทางเพื่อตอบสนองลูกค้า

7.เริ่มลงมือทำ ไม่ควรหยุดนิ่งอยู่เฉยๆ เมื่อมีแผนการตลาดแล้วควรรีบลงมือทำ ก่อนที่จะสายเกินไป หรือโดนคู่แข่งตัดหน้าไปเสียก่อน

8.ไม่กลัวที่จะล้มเหลว หลายคนไม่กล้าลงมือทำ เพราะกลัวจะขาดทุน กลัวธุรกิจไม่เป็นไปตามที่หวังไว้ แต่ในความเป็นจริงแล้วความกลัวอาจทำให้เรากล้าที่จะตัดสินใจ และประสบผลสำเร็จได้

แผนธุรกิจมีขั้นตอนการดำเนินการอย่างไรบ้าง


การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จต้องอาศัยการวางแผนที่ดี ทำให้การวางแผนมีความสำคัญมากในการเริ่มต้นทำธุรกิจ โดยขั้นตอนการวางแผนมีขั้นตอน ดังนี้
1.วิเคราะห์ศักยภาพ เป็นอันดับแรกของการเริ่มลงมือ ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการทราบข้อมูลเชิงลึกของธุรกิจเกี่ยวกับรายละเอียดของธุรกิจที่แท้จริง ทำให้แบบแผนของธุรกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งการวางแผนควรแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เพื่อให้ได้ความเห็นจากหลายๆฝ่าย
2.ลงลึกรายละเอียด เพื่อนำไปใช้จริงเมื่อปล่อยสินค้าและบริการเข้าสู่ตลาด ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนเรื่องการตลาด การแบ่งกลุ่มลูกค้า ราคา การโฆษณา กลยุทธ์ธุรกิจ บรรจุภัณฑ์ ช่องทางการจัดจำหน่าย การส่งสินค้าแบบเร่งด่วน สถานที่จำหน่าย เพื่อสนับสนุนในขั้นตอนแรก
3.พบปะลูกค้า ซึ่งธุรกิจที่เกิดใหม่จะเดินไปข้างหน้าไม่ได้เลยหากขาดเครือข่ายลูกค้าและคู่ธุรกิจที่จะมารองรับการดำเนินงานในอนาคต ดังนั้นผู้ประกอบการจึงต้องมีแผนเดินสายพบปะเครือข่ายเหล่านั้นให้มากยิ่งขึ้นเพื่อเชื่อมสัมพันธภาพระหว่างกัน การพบปะพูดคุยกันแต่ละครั้งนั้นควรแสดงออกถึงความจริงใจและพูดคุยในเรื่องที่มีจุดยืนร่วมกัน เพื่อดูว่าใครคือผู้สนับสนุนเราอย่างแท้จริง
4.เข้าใจลูกค้า ผู้ประกอบการต้องเข้าใจความคิดความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง ว่าสำหรับพวกเขาแล้วสิ่งไหนคือสิ่งที่ใช่หรือไม่ใช่ ซึ่งจะทำให้สามารถชนะใจลูกค้าได้ เช่น สังเกตว่าลูกค้ามีการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างไร ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร และหาทางตอบสนองได้อย่างไร
5.มองอนาคตไปข้างหน้า ผู้ประกอบการต้องรู้ว่าในภายภาคหน้าธุรกิจจะไปในทิศทางใด ในปีต่อๆไปจะมีคู่แข่งมากแค่ไหน และเราจะผ่านวิกฤติไปได้อย่างไร ซึ่งผู้ประกอบเป็นผู้กำหนดด้วยตัวเองทั้งนั้น ดังนั้นการมีเป้าหมายเป็นสิ่งสำคัญในการทำธุรกิจ
แผนธุรกิจเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับทุกยุคทุกสมัย เมื่อมีแผนอนาคตควรวาดฝันไว้ตั้งแต่เริ่มต้น อย่ามัวคิดว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะธุรกิจที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นมาจากการวางแผนโครงสร้างที่ดีที่ล้วนมาจากจินตนาการทั้งนั้น ดังนั้นแผนธุรกิจเป็นสิ่งที่ควรทำก่อนตัดสินใจ และช่วยให้เราสามารถแซงหน้าคู่แข่งที่ทำธุรกิจแบบเดียวกัน

ทำสงครามการตลาด เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งทางธุรกิจ

เมื่อมีคู่แข่งทางธุรกิจเพิ่มขึ้น ทำให้ส่วนแบ่งทางการตลาดได้รับน้อยลงไปด้วย ทำให้ต้องเกิดการแย่งชิงเพื่อนำส่วนแบ่งนั้นมาเป็นของตนเอง จึงเกิดสงครามทางการตลาดขึ้น โดยกลยุทธ์สงครามเหล่านี้มีที่มาจากกลยุทธ์ทางทหาร การทำสงครามจริงๆ จากทุกยุคทุกสมัยแล้วนำมาปรับใช้กับธุรกิจของตนเองอยู่เสมอมา จึงจะสามารถอยู่รอดได้

1.การตลาดเชิงรุก มีจุดประสงค์เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดจากธุรกิจในกลุ่มเดียวกันทั้งรายใหญ่ และรายเล็กโดยขึ้นอยู่กับความพร้อมที่องค์กรเรามี คือการเล็งเห็นจุดแข็งและจุดอ่อนของคู่แข่งอย่างละเอียด เพื่อหาว่าอะไรคือจุดอ่อนที่สามารถเป็นช่องทางให้เราหาโอกาสโจมตีเพื่อสร้างความเสียหายให้องค์กรคู่แข่งสะเทือนได้

2.การตลาดเชิงตั้งรับ สามารถปรับใช้ได้กับธุรกิจขนาดเล็กสำหรับการรับมือกับแบรนด์ขนาดใหญ่ที่หากินกับแบรนด์ขนาดเล็กจนทำให้แบรนด์รองมีโอกาสตายไปเป็นจำนวนมาก การตลาดเชิงรับเราควรที่จะรับรู้จุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเองเพื่อที่จะหาวิธีป้องกันในจุดเหล่านั้นไม่ให้อีกฝ่ายหาช่องทางโจมตีได้ การที่เรารู้ทั้งจุดอ่อนและจุดแข็งทั้งฝั่งเราเองและฝั่งตรงข้ามแล้วย่อมทำให้เราเตรียมรับมือได้ดีขึ้น

3.การตลาดโจมตีทางอ้อม คือการโจมตีคู่แข่งในจุดที่คู่แข่งไม่ได้ให้ความสำคัญมาก หรือไม่ได้ทำการป้องกันเอาไว้ ทำให้ยุทธวิธีนี้จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่เป็นรองแต่อยากโจมตีกับแบรนด์ใหญ่โดยที่มีทรัพยากรที่จำกัด สำหรับกลยุทธ์นี้ก็คือต้องมั่นใจในจุดที่เราจะโจมตีเข้าไปว่าจุดนั้นคือจุดที่คู่แข่งเราไม่ได้ทำการระมัดระวังและไม่ได้ใส่ใจจริงๆ และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือกลยุทธ์นี้ต้องอาศัยความรวดเร็วเพื่อไม่ได้ให้คู่แข่งนั้นรู้ตัวเสียก่อน

4.การตลาดแบบกองโจร การตลาดที่ทำบนพื้นฐานของงบประมาณที่น้อย หรืออาจไม่ใช้งบประมาณเลย แต่ต้องสามารถดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคได้ในปริมาณมาก แต่ถึงแม้ว่าการตลาดแบบกองโจรนี้เป็นการตลาดที่ใช้ต้นทุนน้อย แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องแลกมากับการทำการตลาดชนิดนี้ก็คือความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ที่สามารถเรียกร้องความสนใจจากผู้คนได้นั่นเอง

เราสามารถนำเทคนิคต่างๆเข้ามาใช้กับธุรกิจของเราในสภาวะที่มีการแข่งขันสูง เพื่อชิงส่วนแบ่งทางการตลาด แต่อย่างไรก็ตามต้องศึกษาให้ดีว่าธุรกิจของเราเหมาะกับการตลาดแบบใดด้วย ไม่เช่นนั้นอาจเป็นผลเสียกับธุรกิจเราเองก็ได้

ส่วนประกอบของแผนการตลาด

ต่อไปนี้คือองค์ประกอบของแผนการตลาดว่าควรมีลักษณะอย่างไร และควรมีเนื้อหาอะไรในแต่ละส่วนบ้าง

1. สถานการณ์การตลาดในปัจจุบัน

องค์ประกอบแรกของแผนการตลาดนั้นได้แก่ภาพรวมของสถานการณ์การแข่งขันในตลาดธุรกิจในกลุ่มเดียวกันกับธุรกิจของเรา ไม่ว่าจะเป็นยอดขาย ต้นทุน กำไรของคู่แข่ง ช่องทางในการขาย รวมถึงอิทธิพลต่างๆ ที่ส่งผลต่อธุรกิจ ทั้งสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สถานการณ์การเมืองปัจจุบัน เพื่อนำข้อมูลส่วนนี้ไปทำการวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็ง โอกาสและความเสี่ยงของธุรกิจ หรือที่เรียกว่าการวิเคราะห์ SWOT ต่อ โดยข้อมูลส่วนนี้จะเป็นการรายงานสถานการณ์และข้อมูลต่างๆ เท่านั้น จะยังไม่มีการวิเคราะห์ข้อมูลใดๆ

2. การวิเคราะห์โอกาสทางการตลาด

นี่คือส่วนที่เริ่มนำข้อมูลจากหัวข้อที่แล้วมาวิเคราะห์ SWOT หรือก็คือ S-Strength (จุดแข็งของธุรกิจ ), W-Weakness (จุดอ่อนของธุรกิจ) , Opportunity (โอกาสของการทำธุรกิจ) และ Threats (อุปสรรคในการทำธุรกิจ) เพื่อดูว่าสถานการณ์ในปัจจุบันเหมาะสำหรับการลงทุนและการแข่งขันหรือไม่ มีประเด็นอะไรที่ต้องระวังเป็นพิเศษ หรือบางกรณีอาจจะเห็นว่ามีโอกาสที่น่าสนใจที่ธุรกิจเราควรจะรีบเข้าไปจับ

3. วัตถุประสงค์

ส่วนนี้จะเป็นการกำหนดผลลัพธ์ของธุรกิจที่เราต้องการตามช่วงระยะเวลาของแผนการตลาดที่เราตั้งเอาไว้ ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายโดยรวมของกิจการ เป้าหมายของแต่ละด้านในธุรกิจอย่างการเงินเช่น ยอดขาย หรือกำไร ซึ่งเป้าหมายทั้งหมดที่ตั้งไว้ในแต่ละส่วนควรมีลักษณะที่สอดคล้องกัน

4. กลยุทธ์ทางการตลาด

กลยุทธ์ทางการตลาดถือเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในการทำธุรกิจ โดยปกติแล้วการกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาดของแต่ละธุรกิจจะเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้หลัก STP เพื่อทำความเข้าใจกลุ่มลูกค้าที่เราจะเปลี่ยนให้มาเป็นลูกค้า เป้าหมายว่าเราต้องการอะไรจากการทำการตลาด และตำแหน่งทางการตลาดว่าแบรนด์เราอยู่ที่ระดับใดในใจลูกค้าเพื่อทำการตลาดให้ตรงกับภาพที่ลูกค้ามองเห็นหรือเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายที่เราต้องการ

5. แผนการดำเนินงาน

นี่คือส่วนที่เราจะอธิบายว่าเราจะนำกลยุทธ์การตลาดที่กำหนดไว้มาทำให้เกิดขึ้นจริงได้อย่างไร โดยอธิบายกระบวนการขั้นตอนต่างๆ ที่เราจะลงมือทำงานจริงๆ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของธุรกิจ และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางธุรกิจ

6. แผนทางการเงิน

ในฝั่งรายได้นั้นแผนทางการเงินจะทำให้เราสามารถคาดคะเนยอดขายล่วงหน้าได้ และในด้านรายจ่ายก็จะสามารถประมาณการต้นทุนที่คาดว่าจะใช้ในด้านการผลิต การจัดจำหน่าย และการตลาดได้ ซึ่งเรานำความแตกต่างระหว่างรายได้กับรายจ่ายมาเป็นการคาดการณ์กำไรได้อีกด้วย หลังจากนั้นเราควรวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงินในมุมมองต่างๆ เพื่อวิเคราะห์ถึงสภาพคล่องทางการเงินว่ามีหมุนเวียนอยู่ในธุรกิจเท่าไร เพื่อที่เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินจะได้มั่นใจได้ว่าเรายังมีเงินไว้ดำเนินธุรกิจต่อไปอยู่ โดยอาจสมมุติเป็นสถานการณ์จำลองต่างๆ ในกรณีสถาการณ์ดี ปกติ หรือในกรณีที่สถานการณ์แย่ที่สุดเอาไว้ ว่าเราจะมีวิธีรับมืออย่างไร

7. แผนควบคุมการปฏิบัติงาน

องค์ประกอบสุดท้ายของแผนการตลาด เป็นการควบคุมดูแลและปรับปรุงการปฏิบัติงาน เพื่อที่จะได้ตรวจสอบและทบทวนผลที่ออกมาจากระบวนการที่ทำและดำเนินตามความจำเป็น ซึ่งถ้าหากเกิดข้อผิดพลาดหรือไม่เป็นตามแผนที่วางไว้ ก็ยังสามารถเตรียมแผนสำรองมารองรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปได้ ตัวอย่างเช่น เมื่อเกิดสงครามราคาเมื่อมีคู่แข่งตัดราคาหรือมีกิจกรรมส่งเสริมการขายที่ทำให้เราเสียเปรียบในระยะยาว การถูกลอกเลียนแบบสินค้าโดยไม่ผิดกฎหมาย หรือแม้กระทั่งการที่กลุ่มพนักงานรวมตัวหยุดงานก็เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินที่เราควรมีแผนรับมือไว้บ้าง

การเขียนแผนธุรกิจที่ดีจะช่วยลดความเสี่ยงในธุรกิจลงได้

แผนธุรกิจเปรียบเสมือนกรอบแนวทางที่ทำให้การดำเนินการธุรกิจเป็นไปตามแผนงานที่วางเอาไว้ ทั้งนี้แผนธุรกิจที่ดีจะต้องมองรอบด้าน ทั้งปัจจัยภายในและภายนอกและสภาวะการแข่งขัน ซึ่งผลจากการมองจะช่วยกำหนดทิศทางที่ชัดเจนให้กับธุรกิจนั้นๆ หากมีการวางแผนธุรกิจที่ดีก็จะช่วยลดความเสี่ยงในธุรกิจลงได้มาก ดังนั้นการจะเขียนแผนธุรกิจจึงจำเป็นที่จะต้องมีการเตรียมพร้อมต่างๆดังนี้
– บทสรุปผู้บริหารมีความสำคัญมากเพราะเป็นส่วนที่ผู้ร่วมทุน และสถาบันการเงินจะอ่านก่อนเป็นอย่างแรก และตัดสินใจว่าจะอ่านต่อจนจบหรือไม่ ผู้ประกอบการจึงควรให้ความสำคัญในส่วนของบทสรุปผู้บริหารเป็นอย่างมาก
– ประวัติของกิจการแบบย่อ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในการประกอบธุรกิจได้
– วิเคราะห์สถานการณ์ ซึ่งเป็นข้อมูลที่จำเป็นในการกำหนดทิศทางกลยุทธ์และแผนการดำเนินงานของกิจการ จึงเป็นงานอันดับแรกที่ควรกระทำ
– มีวัตถุประสงค์และเป้าหมาย เพราะการวางแผนเป้าหมายทางธุรกิจที่น่าเชื่อถือนั้นจะต้องแสดงให้เห็นความเป็น ไปได้ที่สามารถวัดผลได้และไปในทิศทางเดียวกัน
– มีแผนการตลาดที่ดี โดยการเขียนแผนการตลาดจะต้องอาศัยการวิเคราะห์สถานการณ์ ร่วมกับวัตถุประสงค์และเป้าหมายทางธุรกิจและมีการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายนั้นๆได้
– มีแผนการผลิต ซึ่งต้องเขียนเรื่องแผนการผลิตและการ ปฏิบัติให้ละเอียด เพราะมันเป็นสิ่งที่สะท้อนความสามารถของกิจการในการจัดการกระบวนการผลิตและ ปฏิบัติการที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
– มีแผนการจัดการและแผนคน โดยการเขียนโครงสร้างขององค์กรทั้งนี้ผู้จัดทำจะต้องระบุตำแหน่งและหน้าที่ภายในองค์กรได้
– มีแผนการเงิน เพราะช่วยให้ผู้ร่วมลงทุนและสถานบันการเงินเกิดความมั่นใจ
– มีแผนการดำเนินงาน อย่างเช่น สร้างเป็นตารางแจกแจงให้เห็นเป้าหมาย กลยุทธ์ วิธีการ งบประมาณ และระยะเวลาดำเนินการ
– มีแผนฉุกเฉิน เพื่อเอาไว้รับมือกับสถานการณ์ที่ไม่ได้ คิดไว้ล่วงหน้าหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น คู่แข่งขายสินค้าตัดราคา สินค้าถูกเลียนแบบ หรือวัตถุดิบไม่เพียงพอ โดยผู้ประกอบการควรชี้แจงเรื่องความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นควบคู่กับแผนฉุกเฉินไว้ล่วงหน้า

ดังนั้นหากจะประกอบธุรกิจอะไรก็แล้วแต่ควรจะศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจนั้นๆให้ดีก่อนที่จะลงมือทำ และควรจะต้องมีการจัดทำแผนธุรกิจเพื่อเป็นแนวทางในการประอบธุรกิจเพราะจะช่วยลดปัญหาและความเสี่ยงในด้านธุรกิจลงได้

การเขียนแผนก่อนเริ่มธุรกิจ มีข้อดีอย่างไร


การเขียนธุรกิจเป็นสิ่งสำคัญในการเริ่มดำเนินกิจการ เป็นสิ่งที่กำหนดว่าธุรกิจจะเป็นไปในรูปแบบใด ทำให้มีแนวคิดและเป้าหมายที่ชัดเจน สำหรับผู้ที่กำลังขยายกิจการจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของผู้ร่วมลงทุนด้วย ซึ่งการเขียนแผนธุรกิจนั้นมีความซับซ้อน ทำให้ผู้ประกอบการต้องคำนึงถึงข้อผิดพลาดที่จะเกิดขึ้น เพาะแผนธุรกิจนั้นส่งผลไปถึงระยะยาว
การเขียนบทสรุปของผู้บริหาร เป็นส่วนที่ผู้ร่วมลงทุน และสถาบันทางการเงินใช้ตัดสินใจ เพราเป็นสิ่งที่บอกถึงความน่าเชื่อถือ โดยควรเน้นเรื่องโอกาสทางการตลาดที่ธุรกิจของเราคิดจะทำ และแสดงให้เห็นถึงสินค้าและบริการของเรานั้นจะสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสทางการตลาดที่ว่าได้อย่างไรบ้าง เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในการร่วมลงทุน
การเขียนประวัติย่อของกิจการ ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการก่อตั้ง การจดทะเบียน การดำเนินธุรกิจ แนวคิดและที่มาของการมองเห็นตลาด ไปจนถึงการคิดค้นและพัฒนาสินค้าและบริการขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย คือ ผลลัพธ์ทางธุรกิจที่กิจการต้องได้รับในช่วงระยะเวลาของแผนนั่นเอง การวางแผนเป้าหมายทางธุรกิจที่น่าเชื่อถือนั้นคุณจะต้องแสดงให้เห็นความเป็นไปได้ ที่สามารถวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
แผนการตลาดผู้เขียนจะต้องวิเคราะห์สถานการณ์ เพื่อหาเป้าหมายทางการตลาด และสร้างกลยุทธ์ต่างๆ เพื่อความได้เปรียบคู่แข่งทางการตลาด และกลยุทธ์ต่างๆของคู่แข่งด้วย นอกจากนี้แผนการเงินก็เป็นสิ่งสำคัญ มีส่วนช่วยให้ผู้ร่วมลงทุนและสถานบันการเงินเกิดความมั่นใจ เพราะถ้าหากเราตั้งสมมติฐานทางการเงินอย่างสมเหตุสมผลเราก็จะดูน่าเชื่อถือ ในทางตรงกันข้ามถ้าเราตั้งสมมติฐานทางการเงินไม่สมเหตุสมผลก็จะทำให้เราดูอ่อนประสบการณ์ไปโดยปริยาย
นอกจากแผนธุรกิจเบื้องต้นแล้ว การมีแผนสำรองไว้ยามฉุกเฉิน ไว้รองรับกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น คู่แข่งขายสินค้าตัดราคา สินค้าถูกเลียนแบบ หรือกิจการได้รับผลในด้านลบ ผู้ประกอบการจึงควรเตรียมความพร้อมในการอธิบายไว้ล่วงหน้า เพราะนอกจากจะได้เป็นการเตรียมการในการแก้ปัญหาแล้ว ยังทำให้ผู้ร่วมลงทุน และสถาบันการเงินเห็นความพร้อมของเราอีกด้วย ซึ่งการเขียนแผนธุรกิจที่ดีนั้นจะทำให้ธุรกิจมีความชัดเจน ยังแสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพด้านธุรกิจด้วย ทำให้ถึงเป้าหมายได้รวดเร็วมากขึ้น

การตลาดมีความสำคัญต่อการบริหารองค์กรธุรกิจและองค์กรที่ไม่หวังผลกำไร

5

ปัจจุบันการตลาดมีความสำคัญต่อการบริหารองค์กรธุรกิจและองค์กรที่ไม่หวังผลกำไร ให้ประสบความสำเร็จและบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กรเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการบริหารองค์กรทางธุรกิจให้ประสบความสำเร็จในยุคการค้าเสรี ซึ่งการค้าและการลงทุนมีความเสรีและเปิดกว้างทางการตลาดมากขึ้นในทุกประเทศทั่วโลก ภายใต้กรอบที่กำหนดโดยองค์การการค้าโลกหรือในยุคเศรษฐกิจใหม่ที่เกิดจากกระแสโลกาภิวัตน์ รวมถึงบทบาทของเทคโนโลยีสาร สนเทศและระบบเครือข่าย Internet ซึ่งได้เพิ่มประสิทธิภาพของการติดต่อสื่อสารให้มีความสะดวกรวดเร็วขึ้น และพัฒนาเป็นระบบการค้าบนเครือข่าย Internet หรือธุรกิจ E-Commerce ซึ่งปัจจุบัน ถือเป็นช่องทางการตลาดที่มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีมูลค่าการค้าสูงนับเป็นแสนล้านบาทต่อปี ทั้งที่เริ่มแพร่หลายภายในเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมาเท่านั้น การตลาดจึงถือเป็นหัวใจหลักที่สำคัญที่จะนำองค์กรสู่ความสำเร็จภายใต้สภาพแวดล้อมในการดำเนินงานในปัจจุบัน

การตลาด ได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนาน และมีผู้ให้ความหมายหรือนิยามของการตลาดไว้เป็นจำนวนมาก เช่นPeter Drucker ให้ความหมายของการตลาด ดังนี้ “การตลาด คือความพยายามทำให้การขายขยายกว้างออกไป และด้วยความรวดเร็วที่สุด”William J. Stanton ได้กล่าวไว้ว่า “การตลาด หมายถึง กิจกรรมทางธุรกิจทั้งหมด ที่สามารถส่งผลกระทบระหว่างกันได้ เช่น การกำหนดราคา การจัดจำหน่ายสินค้าหรือบริการ และการส่งเสริมการตลาด เพื่อให้ตอบสนองความต้องการให้กับลูกค้า ทั้งในปัจจุบันและผู้ที่คาดว่าจะเป็นลูกค้าในอนาคต” สมาคมการตลาดแห่งสหรัฐอเมริกา ให้ให้นิยามคำว่าการตลาดไว้ดังนี้ “การตลาด หมายถึง กระบวนการวางแผนและบริหารในด้านแนวความคิด การกำหนดราคา การส่งเสริมการตลาด การจัดจำหน่ายสินค้าหรือบริการ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการ ซึ่งทำให้ผู้บริโภคได้รับความสุขความพอใจและบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร”Dr. Philip Kotler ศาสตราจารย์ด้านการตลาดที่มีชื่อเสียงของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ให้นิยามของการตลาดว่า “การตลาด คือ กิจกรรมต่างๆ ที่มนุษย์กระทำขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความจำเป็นและความต้องการให้เป็นที่พอใจโดยผ่านกระบวนการการแลกเปลี่ยน”

การทำการตลาดแบบ Nostalgic Marketing ใช้ต้นทุนต่ำ และมีคู่แข่งน้อย

ในแต่ละช่วงเวลาของมนุษย์ได้ผ่านช่วงวัยต่างๆ สิ่งเหล่านี้ทำให้มนุษย์ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆอยู่ตลอดเวลา ซึ่งหลายต่อหลายครั้งได้พบเจอหรือสัมผัสได้ด้วยตนเอง ทำให้เกิดความประทับใจ และหวนถึงความหลัง เพราะเหตุนี้จึงทำให้เกิดการตลาดแบบย้อนยุค(Nostalgic Marketing) หรือเรียกว่า การตลาดแบบถวิลหาอดีต ที่เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ที่ต้องการย้อนกลับไปสัมผัสความประทับใจในอดีตอีกครั้ง ถึงแม้การตลาดประเภทนี้จะสวนกระแสการเติบโตของยุคสมัยของเทคโนโลยีก็ตาม แต่ก็ไม่มีผลต่อการทำการตลาดแบบ Nostalgic Marketing เลย แถมยังสามารถไปด้วยกันได้ ซึ่งผู้ประกอบต้องทำความเข้าใจ เพื่อเป็นประโยชน์ในการประกอบธุรกิจ

Nostalgic Marketing เป็นการตลาดที่ช่วยส่งเสริมธุรกิจได้มาก เพราะการตลาดประเภทนี้นำความคลาสสิกในอดีตมาเป็นจุดขายเสนอต่อผู้บริโภค เป็นจุดเด่นที่จะพัฒนากลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของธุรกิจ จะเห็นได้จากโรงแรมต่างๆที่เอาไทยมาประยุกต์ใช้ในการตกแต่งสถานที่ หรือใช้การแต่งตัวแบบย้อนยุคมาใช้เป็นเครื่องแบบของพนักงาน ทำให้ในหลายๆโรงแรมประสบความสำเร็จไปแล้วมากมาย เพราะผู้บริโภคจดจำความเป็นเอกลักษณ์ และไม่ทำให้กลืนไปกับธุรกิจประเภทเดียวกันอีกด้วย

การทำการตลาดแบบ Nostalgic Marketing ใช้เงินลงทุนที่ต่ำเมื่อเทียบกับการทำการตลาดแบบอื่น ที่ใช้การพัฒนาเทคโนโลยีเป็นจุดขาย และเพราะมีรูปแบบย้อนยุคเป็นจุดขายจึงทำให้สามารถคาดคะเนและกำหนดรูปแบบได้ตามความต้องการ ไม่มีข้อจำกัดในการทำการตลาด สามารถหยิบมาทำการดีไซน์ได้ด้วยตนเอง โดยผู้ประกอบการสามารถนำของเก่ามาใช้ตกแต่งเพื่อขายให้กับผู้บริโภคได้

ยกตัวอย่างการทำการตลาดแบบ Nostalgic Marketing ก็เช่น ที่ตลาดน้ำอัมพวาในส่วนของบ้านพักโฮมสเตย์ ซึ่งบ้านผ่านการใช้งานจริงจากเจ้าของบ้าน เพียงแต่ปรับแต่งโดยการเพิ่มเตียงเข้าไปให้นักท่องเที่ยวได้พักอาศัย เพราะนักท่องเที่ยวส่วนมากที่มาพักผ่อนก็เพื่อต้องการสัมผัสบ้านไม้แบบในอดีตซึ่งเป็นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของไทยในอดีตที่หาได้ยากในยุคสมัยใหม่

รูปแบบการตลาดในยุคนี้น้อยมากที่จะหยิบนำอดีตมาประยุกต์ ด้วยคิดที่ว่ามันเป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้วไม่น่าจะได้รับความสนใจจากผู้คนอีก รูปแบบ Nostalgic Marketing จึงน่าสนใจมากในการช่วงชิงส่วนแบ่งทางการตลาดที่มีผู้ประกอบการให้ความสนใจน้อย ถ้าผู้ประกอบการสามารถทำการลาดแบบย้อนยุคได้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคได้ จุดเด่นนั้นจะช่วยให้ธุรกิจสามารถครองส่วนแบ่งทางการตลาดได้มากทีเดียว